ปริศนาคำทาย

วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ครั้งที่ 5

เนสเซล และคณะ (Nessel and Other. 1989) ได้อ้างถึงผลงานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาของเด็กว่าประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ คือ
 

ระบบเสียง (Phonology)
                   เด็กทารกพยายามเรียนรู้ระบบเสียงในภาษาของตนโดยการออกเสียงหลายๆ ลักษณะ และเริ่มนำเสียงมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้มีความหมาย
ลักษณะคำพูด (Morphology)
              เด็กเริ่มเรียนรู้ว่า การผสมกันของเสียง ทำให้เกิดความหมาย เด็กเริ่มเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จน
กระทั่งถึงวัยก่อนประถมศึกษา เด็กจะเริ่มเข้าใจกฎของคำ
การสร้างประโยค (Syntax)
                    เด็กเรียนการสร้างประโยคหรือไวยากรณ์ ในขณะที่เด็กเริ่มนำคำมาสร้างเป็นประโยค เด็กจะเข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์ เมื่อเด็กเข้าใจประโยคที่มีคำจำนวนมาก เมื่ออายุสองปีถึงสามปี เด็กจะพูดประโยคความเดียวชนิดต่างๆ ได้ เช่น ประโยคคำสั่ง ประโยคปฏิเสธ ประโยคคำถาม เด็กจะใช้ประโยคที่มีคำเชื่อม หรืออเนกรรถประโยคได้เมื่ออายุ ห้าถึงเจ็ดปี และเด็กจะใช้คำนาม สรรพนาม ได้อย่างถูกต้อง เมื่ออายุประมาณเจ็ดปีจึงจะใช้ประโยคหลายความ หรือสังกรประโยคได้
 ความหมาย (Semantics)
 การใช้ภาษา (Pragmatics)
                   เด็กจะเรียนรู้การใช้ภาษาอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่เด็กอยู่ เด็กที่ย้ายสถานที่ไปอยู่ที่ใหม่ก็จะเรียนรู้ภาษาของสังคมใหม่นั้น
สรุปได้ว่า
                    การเรียนภาษาเป็นกระบวนการต่อเนื่อง เด็กเล็กจะเรียนภาษาพูดและกฎเกณฑ์ต่างๆ ทั้งเสียงคำ ประโยค ความหมาย และการนำไปใช้ในขณะที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ ในสิ่งแวดล้อม เด็กจะเปลี่ยนและปรับปรุงการเรียนภาษาของตนเมื่อเข้าเรียนในโรงเรียน  แต่การเรียนภาษาระดับพื้นฐานนั้นจะถูกสร้างขึ้นก่อนหน้านั้น
บราวน์ และคณะ (Brown and Other. อ้างอิงจาก Lindfors. 1980)
             ขั้นแรก    เป็นขั้นสองคำ (the two-word stage) หรือขั้นโทรเลข เพราะหน่วยคำที่เด็กพูดเป็นคำ ที่มี
ความหมายหนักแน่นคล้ายๆ กับคำที่ใช้ในโทรเลข
        ขั้นที่สอง   เด็กจะใช้หน่วยคำทางหลักภาษา มีคำที่เชื่อมต่อกัน และการขยายคำเพิ่มมากขึ้น
        ขั้นที่สาม   เด็กจะใช้ประโยคบอกเล่า ประโยคปฏิเสธ ประโยคคำถาม และประโยคคำสั่ง ลักษณะ
ของประโยคเหล่านี้จะพัฒนาต่อไปจากขั้นที่สามต่อไปอีกนาน

           ในขณะที่เด็กเรียนเสียงและโครงสร้างของภาษา เด็กจะเรียนรู้ด้วยว่าคำจะมีความหมายขึ้นอยู่กับปริบท (Context) ของการใช้คำนั้นด้วย กระบวนการพัฒนาการเรียนรู้ความหมาย เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และสัมพันธ์กับขั้นตอนพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์
            กล่าวคือ ในขั้นประสาทสัมผัส เด็กจะใช้คำพูดคำเดียวแทนประโยคทั้งประโยค ความหมายของคำขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของการใช้คำ เช่น เด็กกำลังเดินหาพ่อ และพูดว่า “พ่อ” มีความหมายว่า “พ่ออยู่ไหน” เมื่ออายุสองถึงเจ็ดปี หรือขั้นก่อนปฏิบัติการ เด็กจะแยกคำออกจากประโยค พร้อมกับใส่ความหมาย ซึ่งสัมพันธ์กับการกระทำที่เป็นรูปธรรม คำว่า บ้าน อาจหมายถึง สถานที่พ่อแม่ แมว และตัวเองอาศัยอยู่ เด็กจะเริ่มตระหนักถึง  ความไม่ชัดเจน หรือความยืดหยุ่นของภาษา แต่เด็กจะเข้าใจต่อเมื่อเด็กมีประสบการณ์รูปธรรมเท่านั้น เมื่ออายุเจ็ดถึง สิบเอ็ดปี ซึ่งเป็นขั้นปฏิบัติการรูปธรรม เด็กจะเข้าใจความหมายได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็ต้องการประสบการณ์ที่เป็นรูปธรรมอยู่ เด็กอาจอธิบายคำว่า บ้าน ว่าหมายถึง สถานที่ สำหรับนอน รับประทานอาหาร และให้เพื่อนมาเยี่ยม

วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ครั้งที่ 4

7 ขั้นตอนพัฒนาการทางภาษาของเด็ก
                   โลแกน และโลแกน ( 1974 อ้างถึงใน อารยา  สุขวงศ์. 2533 :107-109)

 1.ระยะเปะปะ (Random Stage)
                       อายุตั้งแต่แรกเกิด-6 เดือน ในระยะนี้จะพบว่า เด็กทารกมีการเปล่งเสียงอย่างไม่มีความหมาย การเปล่งเสียงของเด็กเป็นการบ่งบอกให้ผู้ใหญ่  รับรู้ถึงความต้องการของเด็ก เด็กจะส่งเสียงเมื่อไม่สบายตัว เมื่อเจ็บปวด เมื่อถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว แม้กระทั่งความรู้สึกที่เป็นสุข การเปล่งเสียงทำให้เด็กได้รับการตอบสนองจากผู้เลี้ยงดู และ เมื่ออายุ 6 เดือน เสียงของเด็กจะเริ่มชัดเจน เรียกเสียงที่เปล่งในระยะนี้ว่าเสียงอ้อแอ้ ที่เรียกกันว่าเริ่มคุยแต่ยังไม่สามารถสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้ ในช่วงนี้เป็นระยะที่ควรสนับสนุนการพูดของเด็กโดยการพูดคุยด้วย เด็กที่สุขภาพดี มีการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด มีคนพูดคุยด้วย จะมีโอกาสพัฒนาทางภาษาได้ดีกว่าเด็กที่เจ็บป่วยหรือถูกทอดทิ้ง
 2.ระยะแยกแยะ (Jergon State)
                     อายุ 6 เดือน-1 ปี ในระยะนี้ เด็กจะเริ่มแยกแยะเสียง ที่เขาได้ยินในสิ่งแวดล้อม เช่น เสียงพูดคุยของแม่หรือผู้ให้การเลี้ยงดู เด็กจะแสดงลักษณะของการหยุดฟัง และแสดงอาการจดจำเสียงที่ได้ยินได้ เด็กจะรู้สึกพอใจถ้าหากเปล่งเสียแล้วได้รับการตอบสนองในทางบวก เช่น การพูดคุยด้วยหรือการแสดงอาการยิ้มแย้ม เด็กจะเปล่งเสียงเหล่านั้นซ้ำๆ อีก ในบางครั้งเด็กจะทำเสียงตามเสียงที่พูดคุยด้วย
 3.ระยะเลียนแบบ (Imitation Stage)
              อายุ 1-2 ปี เสียงที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเสียงของคนที่ใกล้ชิด เป็นเสียงที่เด็กวัยนี้สนใจและเริ่มเลียนแบบ เสียงที่เปล่งขึ้นของเด็ก จะเริ่มมีความหมายและแสดงกิริยาตอบสนองการได้ยินเสียงของผู้อื่น นักภาษาศาสตร์ถือว่า เป็นขั้นตอนที่แสดงถึงพัฒนาการทางภาษาอย่างแท้จริงของเด็ก
 4.ระยะขยาย (The Stage of Expansion)
                2-4 ปี เด็กจะเริ่มหัดพูดโดยเปล่งเสียงออกมาเป็นคำๆ ระยะแรกจะเป็นการพูดโดยเรียกชื่อคำนามออกชื่อคนที่อยู่รอบข้าง สิ่งของต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวรวมทั้งคำคุณศัพท์ที่เด็กได้ยินผู้ใหญ่พูดกัน ความสามารถในการพูดของเด็กอายุ 2-4 ปี มีดังนี้
         อายุ 2 ปี เริ่มพูดเป็นคำและสามารถใช้คำที่เป็นคำนามได้ถึงร้อยละ 20
         อายุ 3 ปี เด็กจะเริ่มพูดเป็นประโยคได้
         อายุ 4 ปี เริ่มใช้คำศัพท์ต่างๆ ได้กว้างขวางขึ้น สามารถใช้คำขึ้นต้นหรือ
         คำลงท้าย อย่างที่ได้ยินผู้ใหญ่ใช้
 5.ระยะโครงสร้าง (Structure Stage)
           อายุ 4-5 ปี การรับรู้และการสังเกตของเด็กวัยนี้ดีขึ้นมาก ซึ่งทำให้เด็กได้สังเกตการณ์ใช้ภาษาของบุคคลที่อยู่รอบข้างและนำมาทดลองใช้ประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น จากการฟังนิทาน ดูรายการวิทยุโทรทัศน์ การเล่นกับเพื่อน หรือพี่น้อง การพูดคุยกับผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นการช่วยให้เด็กเก็บข้อมูลทางภาษาให้เพิ่มมากขึ้นเด็กจะรู้สึกเล่นสนุกกับคำ คิดสร้างคำและประโยคด้วยตนเอง โดยจดจำคำหรือวลีตลอดจนประโยคที่ได้ยินมา
 6.ระยะตอบสนอง (Responding Stage)
  อายุ 5-6 ปี การพัฒนาทางภาษาของเด็กวัยนี้จะเริ่มสูงขึ้น เพราะเด็กจะเข้า
เรียนในโรงเรียนอนุบาล เด็กได้พัฒนาคำศัพท์เพิ่มขึ้น รู้จักการใช้
ประโยชน์อย่างเป็นระบบตามหลักไวยากรณ์ การใช้ภาษาจึงเป็นภาษาที่มี
แบบแผนมากขึ้น ภาษาของเด็กจะใช้สำหรับการสื่อสารที่ให้ความหมาย
และเพื่อแสดงให้ผู้รับรู้ถึงสิ่งที่เขามองเห็นหรือรับรู้
7.ระยะสร้างสรรค์ (Creative Stage)
  อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป เด็กจะพัฒนาความสามารถทางภาษาได้สูงขึ้น
สามารถจดจำสัญลักษณ์ทางภาษาได้มากขึ้น สำหรับด้านการพูด สามารถ
 ใช้ถ้อยคำที่เป็นสำนวนหรือคำที่มีความหมายลึกซึ้งได้ เด็กจะพัฒนา
วิเคราะห์และสร้างสรรค์ทักษะทางภาษาได้สูงขึ้น ใช้ภาษาพูดที่เป็น
นามธรรมมากขึ้นด้วย การสื่อสารในขั้นตอนนี้ จะเป็นการแสดงออกซึ่ง
ความรู้สึกนึกคิดของเด็ก

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ครั้งที่ 3


                            เยี่ยมจริงๆ  เห็นอย่างนี้รู้สึกชื่นใจกับวิธีการนำเสนอด้วยสื่อเทคโนโลยี
ที่พยายามให้ครูได้เห็นความคิดสร้างสรรค์ของพวกท่านทั้งหลาย

                                                     
        เด็กๆ ใช้ภาษาเพื่อแสดงออกถึงความคิด ความรู้สึก ตลอดจนการทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมอย่างมีความหมาย การจัดการเรียนการสอนจึงควรสอดคล้องกับธรรมชาติของคนเรา ดังทัศนะของภาษารวมหรือการเรียนภาษาโดยธรรมชาติ (Whole Language) ซึ่งได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายการสอนภาษาไว้ดังนี้ (Goodman and Goodman. 1981)
                 1.จุดมุ่งหมายการใช้ภาษาเน้นที่การสื่อสารอย่างมีความหมาย
                2.จุดมุ่งหมายการฟังและประสบการณ์การอ่านเน้นที่การเข้าใจความหมาย
                 3.จุดมุ่งหมายการพูดและประสบการณ์การเขียน เน้นการสร้างหรือแสดงออกถึงความหมาย

เนื้อหาของภาษา (Language Content) ได้แก่ หัวข้อ   เนื้อเรื่อง หรือความหมาย ของสารที่จะใช้สื่อกับ
ผู้อื่น ประกอบด้วย  ชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ เหตุการณ์ ความสัมพันธ์ ดังนี้


รูปแบบของภาษา (The Form of Language) เสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ คำที่มีความหมาย ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เสียงที่เปล่งออกมาเป็นหน่วย   ลำดับคำ  หรือประโยค


                 การใช้ภาษา (The Use of Language) การใช้ภาษา เช่น ประตู ถ้าพูดกับเด็กรับใช้ อาจจะพูดใช้ “ปิดประตูด้วย” มี 2 ลักษณะคือ จุดมุ่งหมายของการใช้ภาษา หรือเหตุผล แต่ถ้าพูดกับเพื่อนหรือผู้อื่นในสำนักงานอาจจะพูดว่าที่ใช้ภาษา (Goals or Functions of Language) และสถานการณ์ “ช่วยปิดประตูด้วยค่ะ” หรือบริบท (Context) ในการใช้ภาษา เช่น การพูดให้ปิด


มิติของภาษา (Dimensions of Language)
                 ลินด์ฟอร์ส (Lindfors. 1980) ได้รวบรวมลักษณะของภาษาในแง่มุมต่างๆ ดังต่อไปนี้  
                 ภาษาเป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับความหมาย ภาษาประกอบด้วย  เสียง  คำ
ประโยค ถ้าเรารู้ภาษาหมายความว่า เรารู้เสียง คำ และกฎของการประกอบสิ่งเหล่านี้ เข้าด้วยกัน
                       เด็กปกติทุกคนทั่วทุกแห่งจะสามารถเรียนภาษาในสังคมของตัวเอง เด็กเล็กจะมีความ
จำกัดของความสามารถทางสมอง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เด็กอายุสามถึงสี่ปีสามารถเรียน  ความซับซ้อน
ของประโยคในภาษาของตนได้แล้ว ดูเหมือนว่าเด็กจะเรียนรู้กฎของภาษาจากภาษาพูดที่ตนได้ยิน และ
ประโยคที่เด็กพูดจะเป็นประโยคที่เด็กสร้างขึ้นมาใหม่มากกว่า การเลียนแบบ การเรียนรู้ภาษาของเด็ก
นั้น เด็กจะต้องเรียนรู้โดยการฟังคนพูดและการอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ ด้วย เด็กจะพยายามเข้าใจในสิ่ง
ที่ตนได้ยินและพยายามแสดงออกถึงความตั้งใจ    ในสิ่งที่เขาสามารถทำได้
                                      ภาษามีอิทธิพลต่อการรับรู้และการคิดของคนเรา

                 ความคิดจะต้องใช้ภาษา  เราต้องการรู้ถึงขอบเขตของภาษาในการกำหนดความคิดและการ
กระทำของคน ภาษามีบทบาท      อันสำคัญในกระบวนการพัฒนาการทางสติปัญญา ภาษาเป็นเครื่อง
มืออันสำคัญของความคิด  สิ่งจำเป็นพื้นฐานของการเรียนภาษา คือ การสร้างมโนทัศน์
                ภาษาจะต้องมีการแสดงออกทางด้านสื่อสาร เช่น การย้ำ ปฏิเสธ ร้องขอ สั่ง ฯลฯ    
 ภาษามีจุดประสงค์ที่ซับซ้อน การใช้ภาษาในลักษณะต่างกันแสดงถึงความตั้งใจที่ต่างกัน
             ภาษาจะมีความแตกต่างกันในหลายๆ ลักษณะ ไม่มีคนสองคนที่จะพูดเหมือนกันทุกอย่าง
 แต่ละคนจะมีภาษาพูดของตนเอง ซึ่งเรียกว่า ภาษาถิ่น (Dialect)
                     ให้นักศึกษาวิเคราะห์กิจกรรมส่งเสริมทักษะทางภาษา

•โฆษณา
•ประชาสัมพันธ์
•ประกาศ
•ของรักของหวง
•เล่าเรื่องจากภาพ
•เล่าประสบการณ์